ประกาศบริษัท ไนท์ คอนซัลแทนท์ เวิลด์ ไวด์ จำกัด
ฉบับที่ ๕/๒๕๖๕
เรื่อง นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้านการตลาด
บริษัท ไนท์ คอนซัลแทนท์ เวิลด์ ไวด์ จำกัด
_________________________
1.1 นโยบายการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ทางการตลาด (“นโยบาย”) นี้จัดทำขึ้นบริษัท ไนท์ คอนซัลแทนท์ เวิลด์ ไวด์ จำกัด (“บริษัท” หรือ “ของบริษัท”) เพื่ออธิบายว่า (1) เมื่อใดที่บริษัทจะต้องขอความยินยอมในการติดต่อลูกค้าหรือบุคคลที่อาจเป็นลูกค้าเพื่อทาการตลาดทางตรง และ (2) วิธีการในการขอความยินยอม บริหารจัดการ และถอนความยินยอม ทั้งนี้ ท่านควรพิจารณาปรับใช้นโยบายนี้ประกอบกับนโยบาย กระบวนการ และ/หรือคำสั่งอื่นๆ ของบริษัทในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยนโยบายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกรอบในการกำกับดูแลเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลของบริษัท
1.2 นโยบายนี้ใช้บังคับแก่พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการต่าง ๆ ในบริษัท กรรมการผู้จัดการ ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และ/หรือ บุคคลอื่นใดที่ดำรงตำแหน่งเชิงบริหารของบริษัท ผู้ฝึกงาน ที่ปรึกษา และผู้รับจ้างอิสระ หรือบุคคลภายนอกที่บริษัทว่าจ้างให้ทาหน้าที่ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดทางตรง และ/หรือ ส่งและจัดการเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการตลาดทางตรง
1.3 หัวหน้าแผนก / ผู้จัดการสาขา หรือเทียบเท่า มีหน้าที่รับผิดชอบในการนานโยบายนี้ไปใช้ปฏิบัติในส่วนงานของตน และดาเนินการให้พนักงานและบุคคลอื่นที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในส่วนงานของตน หรือเพื่อส่วนงานของตนต้องปฏิบัติตามเนื้อหารายละเอียดของนโยบายนี้ด้วย หัวหน้าแผนก / ผู้จัดการสาขา หรือเทียบเท่า มีหน้าที่สื่อสารเกี่ยวกับนโยบายนี้ให้พนักงานและบุคคลอื่นที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในส่วนงานของตน หรือเพื่อส่วนงานของตนรับทราบ และดูแลให้สมาชิกในส่วนงานแต่ละคนให้ได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถนานโยบายนี้ไปใช้ปฏิบัติได้
1.4 พนักงานทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบในการบันทึกความยินยอมที่สมบูรณ์ตามที่กาหนด และในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสื่อสารเพื่อการตลาดทางตรง พนักงานมีหน้าที่ในการรายงานเรื่องร้องเรียนที่ได้รับดังกล่าวไปยังสายงานกฎหมาย
2.1 การตลาดทางตรงหมายความรวมถึงการโฆษณาหรือการสื่อสารทางการตลาด ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อบริการของบริษัท หรือเพื่อส่งเสริมบริการของบริษัท โดยเป็นการสื่อสารโดยตรง แก่บุคคลเฉพาะราย ซึ่งรวมถึง อีเมล การโทรศัพท์ ข้อความสื่อสาร (SMS) ข้อความส่วนตัวในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น และ ยังรวมถึงการโทรศัพท์เพื่อทาการวิจัยตลาด
2.2 หลักเกณฑ์ทั่วไปคือ การสื่อสารเพื่อการตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นการสื่อสารทางตรง (เช่น อีเมล ข้อความสื่อสาร (SMS) สื่อสังคมออนไลน์ แอปพลิเคชันต่างๆ ฯลฯ) นั้น ควรได้รับความยินยอมจากผู้รับการสื่อสารก่อน และควรเปิดโอกาสให้เจ้าของข้อมูลแจ้งความประสงค์ยกเลิกการรับข้อมูลได้โดยง่าย / หรือมีการใช้ปุ่มเลิกรับการติดต่อ เว้นแต่สามารถอาศัยข้อยกเว้นตามกฎหมายข้ออื่นได้ เช่น ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอความยินยอมเพื่อทาการตลาดทางตรงและข้อยกเว้นนั้นปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
การตลาดทางตรง
3.1 เนื้อหาในส่วนนี้อธิบายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความยินยอมที่ใช้กับการทาการตลาดทางตรงในรูปแบบ / ประเภทต่างๆ และเนื้อหาข้อ 4 ที่ปรากฎอยู่ด้านล่างจะขยายความเนื้อหาในส่วนนี้ โดยเป็นการกาหนดหลักเกณฑ์ในการขอความยินยอมที่ชอบด้วยกฎหมาย
3.2 การตลาดทางตรงบางประเภทต้องให้เจ้าของข้อมูลแจ้งความประสงค์ในการรับข้อมูลก่อนล่วงหน้า (เช่น ให้ความยินยอม) ในขณะเดียวกัน การแจ้งความประสงค์ในการยกเลิกการรับข้อมูล (ได้แก่ การให้สิทธิเลือกที่จะยกเลิกการรับข้อมูล) นั้น เป็นมาตรการที่เพียงพอสำหรับการทำการตลาดทางตรงประเภทอื่น (กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมก่อนล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้รับการติดต่อสื่อสาร ต้องสามารถยกเลิกการติดต่อสื่อสารเพื่อการตลาด หรือต้องสามารถใช้สิทธิในการคัดค้านได้ โดยเป็นการอาศัย ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย)
3.3 ความยินยอมในการทำการตลาดทางตรงเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ดังนั้น จึงแนะนำให้ต้องขอความยินยอมในการรับข้อมูลในการทำการตลาดทางตรงสำหรับการตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทางอีเมล กล่องข้อความสำหรับคลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำการตลาดทางตรงในการเสนอบริการอื่นเพิ่มเติมจากบริการหลัก
3.4 ไม่ว่าในกรณีใด ผู้รับการติดต่อสื่อสารเพื่อทำการตลาดทางตรงในรูปแบบใดก็ตามมีสิทธิดังต่อไปนี้
3.5 การโทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับการติดต่อเพื่อทำการตลาดนั้น สามารถทำได้เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น
ก. ผู้รับการติดต่อได้ให้ความยินยอมในการรับการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ลูกค้า / ผู้ที่อาจเป็นลูกค้าร้องขอโดยตรงจากบริษัท (เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา)
ข. ผู้รับการติดต่อเป็นลูกค้าปัจจุบันและได้ใช้บริการมาเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และ การโทรศัพท์เพื่อทำการตลาดนั้นเกี่ยวข้องกับการบริการที่คล้ายคลึงกัน
ค. ผู้รับการติดต่อได้ติดต่อบริษัทเพื่อปรึกษาหรือขอรับข้อมูลเกี่ยวการบริการ และการโทรศัพท์เพื่อทำการตลาดนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
3.6 อีเมล การส่งข้อความ และการสื่อสารอย่างอื่นทางอิเล็กทรอนิกส์
ก. หลักเกณฑ์ทั่วไปกำหนดให้ต้องขอความยินยอมเป็นกรณีเฉพาะก่อนล่วงหน้า เมื่อมีการสื่อสารเพื่อทำการตลาดทางตรงทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ
ข. มีข้อยกเว้นในกรณีที่ไม่ต้องได้รับการแจ้งความประสงค์ในการให้ความยินยอมจากลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าที่เคยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการติดต่อไว้ในระหว่างที่มีการให้บริการของบริษัท โดยมีเงื่อนไขดังนี้
ค. ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ข้างต้น (ทั้งการเลือกรับ และเลือกไม่รับ) ไม่ใช้บังคับกับการทำการตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ เช่น ท่านอาจส่งข้อความในการทำการตลาดให้แก่ลูกค้าองค์กรตามที่อยู่อีเมลขององค์กร (ที่อยู่อีเมลส่วนกลาง / กล่องข้อความอีเมลส่วนกลาง) รวมถึงกรณีที่การติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทางอีเมลนั้นเป็นการติดต่อสื่อสารถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนอยู่ภายในองค์กรซึ่งได้รับข้อความในนามขององค์กร อย่างไรก็ตาม ผู้รับการติดต่อควรสามารถได้รับสิทธิที่จะเลือกไม่รับ การติดต่อสื่อสาร ได้ทุกเมื่อ หรือมีช่องทางให้บุคคลนั้นใช้สิทธิในการคัดค้านการทาการตลาดแบบตรงนั้น
ง. อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกรับ และการเลือกไม่รับ การติดต่อสื่อสารนั้นใช้กับกรณีที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจรายเดียว (กล่าวคือ กรณีที่บริษัทส่งข้อความในการทำการตลาดให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งมิใช่ลูกค้า (เช่น พันธมิตรทางธุรกิจซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา) ในกรณีเช่นว่านี้ บริษัทต้องขอความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวก่อนส่งข้อความในการทำการตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจให้แก่บุคคลดังกล่าว
4.1 โปรดพิจารณารายการดังต่อไปนี้ เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทต้องดำเนินการอย่างใดบ้างในการขอความยินยอม
ก. บริษัทได้ตรวจสอบแล้วว่า กฎหมายกาหนดให้ต้องขอความยินยอม หรือเป็นฐานทางกฎหมายที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในการทำการตลาดทางตรง
ข. บริษัทใช้ภาษาในการสื่อสารมีความชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายในการแจ้งให้บุคคลทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการทำการตลาดทางตรงที่บุคคลดังกล่าวให้ความยินยอมนั้น
ค. คำขอความยินยอมนั้นนำเสนอด้วยความชัดเจน และแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างเด่นชัด ไม่ปะปนหรือแฝงอยู่ในข้อความส่วนอื่นๆ
ง. บริษัทได้ขอให้บุคคลเลือกที่จะรับข้อมูลข่าวสารทางการตลาดด้วยตัวเองโดยชัดแจ้ง และมิได้ใช้กล่องข้อความซึ่งได้ทำเครื่องหมายไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว หรือมิถือว่าบุคคลได้ให้ความยินยอมแล้ว (เช่น ระบุว่า หากบุคคลนิ่งเฉยหรือไม่ดาเนินการอย่างใดจะถือว่าได้ให้ความยินยอม) การที่บุคคลทำเครื่องหมายที่กล่องข้อความซึ่งระบุว่า “ข้าพเจ้า/ท่านยินยอมที่จะ …” หรือข้อความอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้น บุคคลดังกล่าวจะสามารถกระทำการเพื่อยืนยันได้อย่างชัดแจ้งที่จะยินยอมให้มีการทำการตลาดทางตรง (และกระบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล) หรือใช้แบบฟอร์มอนุมัติโดยบริษัท
จ. บริษัทต้องระบุให้ชัดเจนว่าเหตุใดบริษัทจึงต้องการข้อมูลส่วนบุคคล และจะนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ไปใช้ในการใด ข้อมูลเช่นว่านี้ ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าต้องรับทราบตั้งแต่เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หลังจากที่บริษัทได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาแล้ว บริษัทไม่อาจเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ขอความยินยอมใหม่อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ บริษัทไม่ควรเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล “เผื่อไว้” สำหรับกรณีที่บริษัทอาจต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ใดในอนาคต โดยบริษัทยังไม่ทราบและสามารถแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าได้โดยชัดแจ้ง บริษัททำได้เพียงแค่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลให้น้อยที่สุดเท่าที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทได้แจ้งแก่ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้า
ฉ. บริษัทไม่ควรขอความยินยอมในสถานการณ์ที่ผู้ให้ความยินยอมไม่สามารถให้ความยินยอมได้โดยอิสระ การให้ความยินยอมนั้น ผู้ให้ความยินยอมต้องมีอิสระในการให้ความยินยอม โดยการให้ความยินยอม ต้องเกิดจากการที่บุคคลตัดสินใจที่จะให้ความยินยอมนั้นอย่างแท้จริงเช่น คำขอความยินยอมนั้นต้องแยกออกเป็นคนละส่วนจากการยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขของบริษัท หรือการบริการของบริษัท นอกจากนี้ การให้ความยินยอมอย่างเป็นอิสระยังหมายความว่าจะต้องไม่มีผลในทางลบต่อบุคคลหากว่าบุคคลไม่ให้ความยินยอม
ช. การขอความยินยอมนั้น บริษัทต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบสิทธิในการถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้
5.1 การบันทึกความยินยอม
โปรดพิจารณารายการดังต่อไปนี้ เพื่อตรวจสอบว่าการบันทึกความยินยอมต้องดาเนินการอย่างไรบ้าง
5.2 การบริหารจัดการเกี่ยวกับความยินยอม (และการถอนความยินยอม)
รายการดังต่อไปนี้กาหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ท่านพิจารณาว่าต้องดาเนินการอย่างใดบ้างเพื่อบริหารจัดการเกี่ยวกับความยินยอมซึ่งเป็นการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในกรณีที่ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าถอนความยินยอมมิให้มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอีกต่อไป
ก. บริษัทควรทบทวนความยินยอมที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล กิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และวัตถุประสงค์ในการประมวลผลนั้นเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
ข. บริษัทมีกระบวนการต่างๆ เพื่อขอความยินยอมใหม่ในช่วงเวลาต่างๆ ตามความเหมาะสม รวมทั้งการขอความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมในกรณีที่บุคคลเป็นผู้เยาว์ ทั้งนี้ บริษัทจะสามารถอาศัยความยินยอมได้นานเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับบริบท ขอบเขตที่เคยได้ให้ความยินยอมไว้แต่เดิม และความคาดหมายของบุคคล หากความยินยอมที่เคยได้รับนั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ธนาคารจะต้องขอความยินยอมใหม่ในกรณีที่สมควร หรือจะยุติการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ค. ธุรกิจต้องอำนวยความสะดวกให้บุคคลสามารถถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ โดยให้สามารถถอนความยินยอมได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม และแจ้งให้ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าทราบอย่างชัดเจนถึงวิธีการถอนความยินยอม โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นกาหนดให้ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้า ได้โดยง่ายโดยใช้ช่องทางการสื่อสารเดียวกันกับช่องทางที่ใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้า เช่น
ง. บริษัทต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าเมื่อมีคำร้องขอถอนความยินยอม กล่าวคือ ทันทีที่บริษัทจะสามารถดำเนินการได้โดยใช้ระบบงานของบริษัท หากระบบงานทำให้เกิดความล่าช้า บริษัทต้องอธิบายปัญหาดังกล่าวต่อลูกค้า / บุคคลผู้ที่จะเป็นลูกค้าในขณะที่ลูกค้าขอถอนความยินยอม บริษัทแจ้งบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องในการทำการตลาด (เช่น ผู้ให้บริการภายนอกที่ส่งข้อความสื่อสารทางการตลาด) โดยเร็วที่สุดที่จะสามารถดาเนินการได้หลังจากที่ลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าถอนความยินยอม บริษัทต้องหยุดทำการตลาด และหากไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นใดให้บริษัทสามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต่อไปได้ บริษัทจะต้องลบหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้
จ. บริษัทต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นการให้โทษแก่บุคคลผู้ที่ต้องการถอนความยินยอม และดำเนินการใดๆ เพื่อกีดกันบุคคลไม่ให้ถอนความยินยอม
6.1 ในกรณีที่ท่านเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งข้อมูลอื่น (เช่น มิได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง จากเจ้าของข้อมูล) ท่านมีหน้าที่แจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลทราบรายละเอียดตามที่กาหนดในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติฯ โดยไม่ชักช้า ภายใน 30 วันนับแต่วันที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่มีข้อยกเว้นอื่นตามกฎหมาย (มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติฯ) หากท่านมีแผนที่จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมดังกล่าวเพื่อติดต่อสื่อสารกับเจ้าของข้อมูล ท่านควรส่งนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทสำหรับบุคคลภายนอก ให้แก่เจ้าของข้อมูลดังกล่าวในคราวแรกที่มีการติดต่อสื่อสาร โดยวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดคือขอความยินยอมจากบุคคลโดยตรงเพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ ส่งนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของธนาคารให้แก่บุคคลดังกล่าวภายใน 30 วันนับแต่วันที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว
6.2 หากท่านได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากบุคคลภายนอก เช่น ได้รับข้อมูลจากพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัท การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบรายละเอียดที่กำหนดนั้นอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ติดต่อกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง บริษัทจึงควรกำหนดให้มีข้อสัญญาที่เหมาะสมระหว่างบริษัทและบุคคลภายนอกผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลด้วย เพื่อเป็นการช่วยเสริมมาตรการในการแสดงถึงความพยายามในการปฏิบัติตามข้อกาหนดของกฎหมาย
6.3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านควรดาเนินการดังต่อไปนี้เกี่ยวกับสัญญากับบุคคลภายนอก
6.4 ท่านควรตรวจสอบประเด็นดังต่อไปนี้กับบุคคลภายนอก
6.5 หากท่านสามารถดาเนินการตรวจสอบสถานะบุคคลที่อาจเป็นลูกค้าได้ มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างเพียงพอ และยืนยันได้ว่าบุคคลที่อาจเป็นลูกค้าได้รับข้อมูลอย่างละเอียดเพียงพอจากบุคคลภายนอก และได้ให้ความยินยอมอย่างถูกต้องที่จะรับการติดต่อสื่อสารด้านการตลาดจากบริษัท ท่านจึงจะสามารถติดต่อลูกค้าได้
6.6 กรณีที่ท่านติดต่อบุคคลที่อาจเป็นลูกค้าโดยใช้รายชื่อผู้ติดต่อที่ท่านได้รับมาเป็นครั้งแรก ให้แจ้งข้อมูลตามที่พระราชบัญญัติฯ กำหนดให้แก่บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าดังกล่าวด้วย (กล่าวคือ การแจ้งนโยบายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลของธนาคาร สำหรับบุคคลภายนอก)
7.1 การโฆษณาออนไลน์โดยเจาะจงตัวบุคคล คือการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากการทำกิจกรรมออนไลน์เพื่อทาการโฆษณาออนไลน์ที่ตอบสนองความสนใจเฉพาะในแต่ละบุคคล
7.2 คุกกี้คือไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กซึ่งเซิร์ฟเวอร์ติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของแต่ละบุคคล (และเชื่อมโยงกับเบราว์เซอร์ของบุคคลนั้น) โดยคุกกี้จะส่งข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่บุคคลเข้าเยี่ยมชมกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมนั้น ได้แก่ รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์และหน้าเว็บเพจที่บุคคลนั้นเข้าเยี่ยมชม ระยะเวลาที่เข้าชมเว็บไซต์หรือหน้าเว็บเพจดังกล่าว วันที่และเวลาที่เข้าชม และบุคคลดังกล่าวได้อ่านโฆษณาที่ปรากฏหรือไม่
7.3 บริษัทอาจใช้เทคโนโลยีในการติดตามข้อมูลเช่นว่านี้กับอุปกรณ์ของลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้า เมื่อลูกค้า / บุคคลที่อาจเป็นลูกค้าเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือบริษัทอาจทำสัญญากับบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านโฆษณา โดยบุคคลภายนอกดังกล่าวนั้นอาจเผยแพร่ข้อมูลโฆษณาเกี่ยวกับบริการของบริษัทบนเว็บไซต์อื่น เนื่องจากการโฆษณาประเภทนี้มีศักยภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถนาไปใช้เพื่อจัดทาประวัติของบุคคล ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1) ว่าจ้างเฉพาะผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
2) ทำความเข้าใจมาตรการต่างๆ ของผู้ให้บริการดังกล่าวในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
3) ว่าจ้างเฉพาะผู้ให้บริการที่กำหนดให้มีกลไกการจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้บุคคลสามารถให้ความยินยอมและถอนความยินยอมในเรื่องคุกกี้ (รวมทั้งเทคโนโลยีอื่นใด) ที่ใช้เพื่อรับสื่อโฆษณาที่กำหนดเฉพาะบุคคลได้
4) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้เผยแพร่ข้อมูลจากภายนอกซึ่งติดตั้งคุกกี้ของบริษัทมีนโยบายความเป็นส่วนตัว/คุกกี้ ที่เหมาะสมซึ่งอธิบายเกี่ยวกับคุกกี้ของบุคคลภายนอกดังกล่าวและได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ปลายทางผู้ใช้ปลายทาง (ในกรณีที่จาเป็น)
8.1 เมื่อมีการว่าจ้างให้ผู้ให้บริการภายนอกเป็นผู้เก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในนามของบริษัทเพื่อให้การบริการด้านการตลาดนั้น บริษัทควรดำเนินการดังต่อไปนี้
1) ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้บริการภายนอกก่อนการว่าจ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการภายนอกดังกล่าวสามารถปฏิบัติตามข้อกาหนดของบริษัทในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลได้
2) เข้าทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ให้บริการภายนอก โดยระบุข้อตกลงและเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในสัญญา โปรดใช้ แบบฟอร์มสัญญาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือ แบบฟอร์มสัญญาการโอนข้อมูลส่วนบุคคลความเหมาะสม
3) ติดตามตรวจสอบว่าผู้ให้บริการภายนอกยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง และในกรณีที่ ผู้ให้บริการภายนอกไม่ปฏิบัติตาม ต้องกาหนดให้มีการแก้ไขการไม่ปฏิบัติตามนั้นทันที หรือบอกเลิกสัญญาว่าจ้าง (ในกรณีที่จำเป็น)
4) กำหนดให้มีกลไกในการโอนข้อมูลระหว่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้บังคับหากผู้ให้บริการภายนอกอยู่นอกประเทศไทย
8.2 เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ผู้ให้บริการภายนอกเท่าที่จาเป็นเพื่อการให้บริการแก่บริษัท
8.3 หากผู้ให้บริการภายนอกจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในนามของบริษัท (เช่น ผู้ให้บริการภายนอกมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเองโดยตรง) บริษัทต้องกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการภายนอกในลักษณะที่สอดคล้องกับหน้าที่ของบริษัทเช่น กำหนดให้ผู้ให้บริการภายนอกมีหน้าที่ต้องแจ้งนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทให้แก่ลูกค้า และ ขอความยินยอมจากลูกค้าในนามของบริษัท (ในกรณีที่จาเป็น) หากผู้ให้บริการภายนอกมีศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า ที่มีการขอความยินยอมเกี่ยวกับการทาการตลาด ธนาคารต้องกำหนดให้ความยินยอมที่บุคลากรของผู้ให้บริการภายนอกขอในนามบริษัทนั้น เป็นไปตามข้อกาหนดในนโยบายนี้ด้วย
8.4 หากผู้ให้บริการภายนอกสื่อสารเพื่อทำการตลาดในนามของบริษัท บริษัทต้องกาหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการภายนอกในลักษณะที่สอดคล้องกับหน้าที่ของบริษัท เช่น กำหนดให้ระบุว่าบริษัทเป็นผู้ทำการสื่อสารดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่มีข้อบังคับที่กาหนดให้ต้องระบุรายละเอียดของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในขณะที่ขอความยินยอม อย่างไรก็ตาม ต้องเปิดเผยข้อมูลในเรื่องดังกล่าวในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
8.5 ห้ามมิให้ผู้ให้บริการภายนอกใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการทำการตลาดในนามตนเอง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นให้บุคคลอื่นใด (เช่น ให้แก่ลูกค้ารายอื่นของตน)
9.1 บริษัทอาจใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถคาดหมายได้ตามสมควรว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ตนเองเปิดเผยต่อสาธารณะจะถูกนาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์นั้นๆ
9.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1) ควรเปิดเผยนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท สำหรับบุคคลภายนอกให้แก่เจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลทราบ
2) ไม่ควรเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน เว้นแต่มีความชัดเจนว่าบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชน หรือบุคคลนั้นได้ให้ความยินยอม โดยชัดแจ้งแล้ว
3) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลควรจำกัดเฉพาะที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลาตราบเท่าที่จำเป็นและข้อมูลนั้นยังเป็นปัจจุบัน ควรลบข้อมูลนั้นหากไม่ต้องการใช้ข้อมูลนั้นแล้วหรือข้อมูลนั้นไม่เป็นปัจจุบัน
10.การทำการตลาดตามที่มีการร้องขอ (Solicited Marketing) การสร้างรายชื่อผู้ติดต่อ (Lead Generation) และการใช้รายชื่อกลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาด (Marketing List)
หากบุคคลมีการร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับการบริการใดเป็นการเฉพาะ เช่น กรณีที่ลูกค้า หรือบุคคลที่อาจเป็นลูกค้ายื่นคำขอออนไลน์เพื่อขอรับข้อมูลเกี่ยวกับการบริการใดเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้า หรือบุคคล ที่อาจเป็นลูกค้าตามที่มีการร้องขอเกี่ยวกับบริการได้ กรณีดังกล่าวถือเป็น “การทำการตลาดตามที่มีการร้องขอ” อย่างไรก็ตาม หากท่านต้องการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า หรือบุคคลที่อาจเป็นลูกค้านั้นอีกเพื่อวัตถุประสงค์ ทางการตลาดโดยที่มิได้มีคำขอเป็นกรณีเฉพาะจากลูกค้าหรือบุคคลที่อาจเป็นลูกค้า การทำการตลาดในกรณีเช่นว่านี้ถือเป็น “การทำการตลาดโดยที่มิได้มีการร้องขอ”
ท่านอาจใช้รายชื่อผู้ติดต่อเพื่อการทำการตลาดโดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้า หรือบุคคลที่อาจเป็นลูกค้าได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้าเก่า บุคคลที่ส่งอีเมลเข้ามาเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับบริการเฉพาะอย่าง หรือบุคคลที่เคยลงทะเบียนในเว็บไซต์ หรือลงชื่อเป็นสมาชิกเพื่อขอรับข้อมูลจากแหล่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ท่านควรตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ หรือไม่ และหมั่นทบทวนขั้นตอนต่างๆ ที่เหมาะสมตามที่นโยบายนี้กำหนด
หากท่านได้ซื้อรายชื่อกลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาดจากบุคคลภายนอกอื่น ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคคลภายนอกอื่นนั้นได้รับความยินยอมมาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านต้องกำหนดให้ระบุชื่อบริษัทไว้ในคำขอความยินยอมที่บุคคลภายนอกนั้นจัดเตรียมด้วย การระบุเพียงประเภทผู้รับข้อมูลยังไม่ถือว่าเพียงพอ เนื่องจากคำขอความยินยอมในลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าทำให้ธนาคารได้รับความยินยอมอย่างสมบูรณ์ตามที่ผู้ให้ความยินยอมได้รับแจ้งข้อมูลในเรื่องที่ตนได้ให้ความยินยอม ท่านต้องเก็บบันทึกข้อมูลเพื่อแสดงว่าบุคคลได้ให้ความยินยอมในเรื่องใด รวมทั้งสิ่งที่ได้แจ้งแก่บุคคลผู้ให้ความยินยอม ตลอดจนเวลาและวิธีการที่บุคคลนั้นได้ให้ความยินยอมด้วย
นอกจากนี้ หากท่านซื้อข้อมูลส่วนบุคคลจากบุคคลภายนอกอื่น ให้ส่งนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท สำหรับบุคคลภายนอกให้แก่เจ้าของข้อมูลเพื่อแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ตลอดจนรายละเอียดอื่นใดตามที่พระราชบัญญัติฯ กำหนด โดยท่านต้องตรวจสอบว่าได้รับความยินยอมมาอย่างไร เมื่อใด ใครเป็นผู้ให้ความยินยอม ตลอดจนได้แจ้งข้อมูลใดบ้างให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ห้ามมิให้อาศัยความยินยอมที่ได้รับมาโดยอ้อมโดยปราศจากการตรวจสอบว่าความยินยอมนั้นมาได้รับมาโดยชอบหรือไม่ โปรดพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากบุคคลภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด
11.รายละเอียดการติดต่อบริษัท
หากท่านมีคาถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามนโยบายนี้ฉบับนี้ โปรดติดต่อบริษัทหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท ที่
บริษัท ไนท์ คอนซัลแทนท์ เวิลด์ ไวด์ จำกัด
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
โดยมติที่ประชุม คณะกรรมการบริหารบริษัท ครั้งที่ 1/2565 วันที่ 1 พฤษภาคม 2565
ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป
รับทำวีซ่า
บริการทำวีซ่า
รับทำวีซ่าท่องเที่ยว
เอเจนซี่ขอวีซ่า
บริการขอวีซ่าเร่งด่วน
รับทำวีซ่าต่างประเทศ
รับปรึกษาวีซ่า
ขอวีซ่าไปต่างประเทศ
บริษัททำวีซ่า
บริการทำวีซ่าออนไลน์
เอเจนซี่รับทำวีซ่า
ขั้นตอนการขอวีซ่า
รับทำวีซ่าอังกฤษ
ขอวีซ่าไปอเมริกา
ทำวีซ่าออสเตรเลีย
ทำวีซ่าแคนาดา
ขอวีซ่าฝรั่งเศส
วีซ่าไปจีน
ขอวีซ่าเกาหลีใต้
วีซ่าไปเยอรมัน
วีซ่าไปนิวซีแลนด์
รับทำวีซ่ารัสเซีย
รับทำวีซ่าไปอินเดีย
รับทำวีซ่าไปอเมริกา
รับทำวีซ่าเชงเก้น
รับทำวีซ่าญี่ปุ่น
วีซ่าไม่ผ่านทำยังไง
ขอวีซ่าด้วยตัวเอง
วิธีขอวีซ่าไปต่างประเทศ
รับแปลเอกสารขอวีซ่า
รับยื่นวีซ่าด่วน
เอเจนซี่ช่วยทำวีซ่า
ทำวีซ่าไปเรียนต่างประเทศ
รับทำวีซ่าทำงานต่างประเทศ
บริการวีซ่าครอบครัว
ขอวีซ่าท่องเที่ยวต่างประเทศ
รับทำวีซ่าไม่ผ่านง่ายๆ
เตรียมเอกสารวีซ่า
Copyright © 2020 บริษัท Knight Visa Help Point. All Rights Reserved. Powered by Knight Visa Help Point