การขอปลดแบล็กลิสต์ (Blacklist)

ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือที่เรียกกันว่า สตม. ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาวต่างชาติที่ถูกห้ามเข้ามาในประเทศไทยเนื่องจากการกระทำผิดตามที่กฎหมายกำหนด

การถูกบันทึกชื่อใน “บัญชีเฝ้าดู” หรือที่เราเรียกกันว่า แบล็กลิสต์ (Blacklist) เกิดขึ้นจากการที่ชาวต่างชาติทำผิดกฎหมายหรือมีพฤติกรรมที่ทำให้เป็นเหตุอันสมควรในการเพิกถอนการอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ชาวต่างชาติที่ถูกบันทึกลงในแบล็กลิสต์จะถือเป็น บุคคลต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้าม และจะถูกส่งตัวกลับหรือห้ามเข้ามาในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่กำหนดหรือในบางกรณีอาจห้ามเข้าประเทศตลอดชีวิต

สาเหตุการติดแบล็กลิสต์

ในกรณีที่ชาวต่างชาติทำผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการอยู่เกินกำหนด (Overstay) หรือการกระทำผิดอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการเพิกถอนสิทธิ์การเข้ามาในประเทศ เช่น การกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะหรือความมั่นคงของประเทศ ก็อาจถูกบันทึกชื่อในแบล็กลิสต์และห้ามเข้าประเทศ

การเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล หรือแม้แต่การขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการติดแบล็กลิสต์ได้อีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้มีการนำระบบ Biometrics มาใช้ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลผ่านลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า ทำให้การใช้เอกสารปลอม หรือการเปลี่ยนชื่อและหนังสือเดินทางไม่สามารถช่วยให้ชาวต่างชาติหลีกเลี่ยงการถูกติดแบล็กลิสต์ได้เหมือนในอดีต

เหตุผลที่ชาวต่างชาติอาจถูกติด Blacklist

  1. อยู่เกินกำหนดวีซ่า (Overstay): การพำนักในประเทศไทยเกินกว่าระยะเวลาที่วีซ่าหรืออนุญาตให้พำนักได้ (Overstay) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ชาวต่างชาติถูกติด Blacklist โดยระยะเวลาที่ถูกห้ามเข้าประเทศขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ Overstay เช่น:
    • Overstay เกิน 90 วัน: ถูกห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 1 ปี
    • Overstay 1 ปีขึ้นไป: ถูกห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 3 ปี
    • Overstay 3 ปีขึ้นไป: ถูกห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 5 ปี
    • Overstay 5 ปีขึ้นไป: ถูกห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 10 ปี
  2. การทำผิดกฎหมายในประเทศไทย: ชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมในข้อหาทำผิดกฎหมาย เช่น การก่ออาชญากรรม การค้ายาเสพติด หรือการปลอมแปลงเอกสาร อาจถูกสั่งห้ามเข้าประเทศในระยะเวลาที่ไม่จำกัด หรือถูกห้ามเข้าประเทศตลอดชีวิต
  3. การถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย: ชาวต่างชาติที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศไทยด้วยข้อหาใด ๆ เช่น การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน การเข้ามาในประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือการทำผิดทางกฎหมายคนเข้าเมือง อาจถูกติด Blacklist และห้ามเข้าประเทศในอนาคต
  4. การใช้เอกสารปลอม: ชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมในข้อหาการใช้เอกสารปลอม เช่น หนังสือเดินทางปลอม หรือการยื่นข้อมูลที่เป็นเท็จในการขอวีซ่า อาจถูกห้ามเข้าประเทศไทย

ระยะเวลาการห้ามเข้าประเทศ (Blacklist)

  • ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี: สำหรับชาวต่างชาติที่ Overstay มากกว่า 90 วัน
  • ห้ามเข้าประเทศ 3 ปี: สำหรับชาวต่างชาติที่ Overstay มากกว่า 1 ปี
  • ห้ามเข้าประเทศ 5 ปี: สำหรับชาวต่างชาติที่ Overstay มากกว่า 3 ปี
  • ห้ามเข้าประเทศ 10 ปี: สำหรับชาวต่างชาติที่ Overstay มากกว่า 5 ปี
  • ห้ามเข้าประเทศตลอดชีวิต: สำหรับชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมในข้อหาทำผิดกฎหมายร้ายแรง เช่น การค้ายาเสพติด การก่ออาชญากรรม หรือการก่อความไม่สงบ

ผลกระทบต่อชาวต่างชาติที่ติดแบล็กลิสต์

บางกรณี ชาวต่างชาติอาจถูกบันทึกชื่อในแบล็กลิสต์แม้ว่าโทษที่ได้รับจะไม่ใช่โทษที่ร้ายแรง เช่น โทษที่รอลงอาญาหรือการอยู่เกินกำหนดเวลา (Overstay) ก็ตาม ซึ่งการห้ามเข้าประเทศอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ชาวต่างชาติมีภรรยาหรือบุตรที่เป็นคนไทย การติดแบล็กลิสต์อาจทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถกลับเข้ามาดูแลครอบครัวได้ และเกิดผลกระทบทั้งในด้านจิตใจ ครอบครัว และเศรษฐกิจที่อาจล้มเหลวได้

ตามหลักมนุษยชนแล้ว ชาวต่างชาติหลายคนที่ถูกส่งตัวกลับออกนอกประเทศไทยนั้น อาจไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม แต่เป็นการกระทำผิดเล็กน้อยที่ไม่ตั้งใจ และพวกเขามีภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ในครอบครัว

กระบวนการขอปลดแบล็กลิสต์

แม้ว่าชาวต่างชาติจะถูกห้ามเข้าประเทศ แต่ก็ยังมีช่องทางทางกฎหมายในการยื่นคำร้องขอปลดแบล็กลิสต์เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ โดยกระบวนการขอปลดแบล็กลิสต์นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซึ่งจะพิจารณาดังนี้:

  • การประเมินว่าชาวต่างชาติจะกลับเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือผลกระทบต่อสังคมไทยอีกหรือไม่
  • โทษที่ชาวต่างชาติได้รับนั้นเป็นโทษที่สมควรพิจารณาให้ปลดแบล็กลิสต์หรือไม่
  • หากชาวต่างชาติมีครอบครัวอยู่ในประเทศไทย เช่น ภรรยาหรือบุตร และความผิดที่กระทำนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ก็จะมีโอกาสที่คำร้องขอปลดแบล็กลิสต์จะได้รับการพิจารณา

ขั้นตอนในการยกเลิกการติด Blacklist

การยกเลิก Blacklist สำหรับชาวต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน โดยผู้ที่ต้องการยกเลิก Blacklist ต้องดำเนินการดังนี้:

  1. ยื่นคำร้องต่อกระทรวงมหาดไทย: ชาวต่างชาติที่ถูกติด Blacklist สามารถยื่นคำร้องต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอพิจารณายกเลิกการห้ามเข้าประเทศ คำร้องจะต้องอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนและมีเอกสารประกอบที่สนับสนุน
  2. จ้างทนายความ: การขอให้ยกเลิกการติด Blacklist อาจซับซ้อน และจำเป็นต้องจ้างทนายความที่เชี่ยวชาญในกฎหมายคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
  3. การยื่นคำขอพิเศษ: ในบางกรณีที่มีเหตุผลที่สมควร เช่น กรณีที่จำเป็นต้องเข้าประเทศเพราะเหตุฉุกเฉินหรือครอบครัว ผู้ยื่นอาจขอคำขอพิเศษในการยกเว้นการห้ามเข้าประเทศ แต่การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางการไทย

สิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันการถูกติด Blacklist

  1. ตรวจสอบวันหมดอายุของวีซ่า: ควรตรวจสอบและต่ออายุวีซ่าของคุณเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงการ Overstay หากคุณต้องการพำนักในประเทศไทยนานกว่าเวลาที่วีซ่าอนุญาต ควรดำเนินการขอต่ออายุวีซ่าล่วงหน้า
  2. ปฏิบัติตามกฎหมายไทย: ปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด หากพบว่าคุณทำผิดกฎหมายหรือถูกจับกุม อาจส่งผลให้ถูกเนรเทศและติด Blacklist
  3. หลีกเลี่ยงการใช้เอกสารปลอม: ใช้เอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทาง วีซ่า หรือเอกสารการพำนักในประเทศไทย การใช้เอกสารปลอมถือเป็นการทำผิดกฎหมายร้ายแรง

ชาวต่างชาติที่ถูกห้ามเข้าประเทศมีสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องขอปลดแบล็กลิสต์ตามกฎหมาย โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายคนเข้าเมือง คำร้องขอปลดแบล็กลิสต์ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและเอกสารสนับสนุน เช่น การแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการกลับเข้ามาในประเทศเพื่อดูแลครอบครัวหรือภาระหน้าที่ที่มีในประเทศไทย

 Knight Visa Help  Point พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกขั้นตอน แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากเรา หากท่านมีปัญหาด้านการติดแบล็กลิสต์ในประเทศไทย เพื่อให้สามารถดำเนินการขอปลดแบล็กลิสต์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย